กําไร profit หมายถึง

Mar 31

กําไร profit หมายถึง

อัตราหมุนเวียนของลูกหนี้ = ยอดขายสุทธิ / ลูกหนี้เฉลี่ย

วันที่เขียน 06/01/2006  วันที่ตีพิมพ์ 06/01/2006 บันทึกบทความเมื่อ 06/09/2007 17:37:18 โดย Narin ปรับปรุงครั้งล่าสุดเมื่อ 06/09/2007 17:37:18 โดย Narin


กําไร profit หมายถึง

บทความแนะนำจาก INCquity วิธีการคำนวณค่าตอบแทนจากการลงทุน (ROI)



วิดีโอ กําไร profit หมายถึง

Stop Loss และ Take Profit คืออะไร Ep 9

อ่านเกี่ยวกับ กําไร profit หมายถึง

          อัตราส่วนสภาพคล่อง (Liquidity Ratio)

          อัตราส่วนประสิทธิภาพในการใช้สินทรัพย์ (Efficiency Ratio)

          อัตราส่วนความสามารถในการทำกำไร (Profitability Ratio)

          อัตราส่วนความสามารถในการชำระหนี้ (Leverage Ratio)

          อัตราส่วนทุนหมุนเวียน

          อัตราส่วนทุนหมุนเวียน หรืออัตราส่วนสภาพคล่อง (Current ratio) คือ อัตราส่วนระหว่าง สินทรัพย์หมุนเวียนและ หนี้สินหมุนเวียน ซึ่งบ่งบอกถึงสภาพคล่อง ของกิจการในการที่จะชำระหนี้ระยะสั้น หากอัตราส่วนนี้มีค่าน้อยกว่า 1 หมายความว่ากิจการมีหนี้สินหมุนเวียนมากกว่าสินทรัพย์หมุนเวียน ทำให้อาจมีปัญหาในการชำระหนี้ระยะสั้นได้ หากอัตราส่วนนี้มากกว่า 1 แสดงว่ากิจการมีสินทรัพย์หมุนเวียน มากพอที่จะชำระหนี้ระยะสั้น แต่หากมีค่าสูงกว่า 1 มาก ๆ อาจหมายถึงประสิทธิภาพในการใช้ สินทรัพย์ ์ของกิจการไม่ดีพอ อย่างไรก็ตามสินทรัพย์หมุนเวียนบางประเภท เช่น สินค้าคงเหลือ  อาจมีมูลค่าลดลง หากต้องรีบขายเพื่อนำไปชำระหนี้ ทำให้บางทีเราอาจใช้อัตราส่วนที่ไม่นำสินค้าคงเหลือมาคิดด้วย หรือเรียกว่า อัตราส่วนทุนหมุนเวียนเร็ว  (Quick ratio)

          สูตรการคำนวณ

          อัตราส่วนทุนหมุนเวียนเร็ว

          อัตราส่วนทุนหมุนเวียนเร็ว ( Quick ratio หรือ Acid test ratio) คือ อัตราส่วนที่ปรับปรุงมาจาก อัตราส่วนทุนหมุนเวียน ซึ่งในการคำนวณจะไม่นำ สินค้าคงเหลือ มาคิดรวมกับ สินทรัพย์หมุนเวียน อื่น ๆ เช่น เงินสด ลูกหนี้การค้า และ สินทรัพย์ในความต้องการของตลาด เนื่องจากสินค้าคงเหลือสามารถ แปลงเป็นเงินสดได้ช้ากว่า และอาจมีมูลค่าต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี ทำให้อัตราส่วนทุนหมุนเวียนเร็วบอกถึง สภาพคล่อง ของกิจการได้ดีกว่าอัตราส่วนทุนหมุนเวียน

          สูตรการคำนวณ

          อัตราส่วนเงินสด

          อัตราส่วนเงินสด (Cash ratio) คือ อัตราส่วนที่ใช้วิเคราะห์ สภาพคล่อง ของกิจการที่ตั้งอยู่บนหลัก ความระมัดระวังที่สุด โดยจะนำ สินทรัพย์หมุนเวียน ที่เป็น เงินสด และ หลักทรพย์ในความต้องการของตลาด หารด้วย หนี้สินหมุนเวียน หากอัตราส่วนนี้สูงหมายถึงกิจการมีสภาพคล่องสูง แต่หากสูงมากอาจหมายถึงกิจการ ถือเงินสดไว้มากเกินไปทำให้ประสิทธิภาพในการใช้สินทรัพย์ลดลง จึงควรดูอัตรา ส่วนประสิทธิภาพ ในการใช้สินทรัพย์ควบคู่กันด้วย

          สูตรการคำนวณ

          อัตราหมุนเวียนของลูกหนี้

          อัตราหมุนเวียนของลูกหนี้ (Account Receivable Turnover) คือ จำนวนครั้งที่กิจการสามารถ เก็บเงินจากการขายเชื่อได้ คำนวณโดยยอดขายเชื่อสุทธิหารด้วย ลูกหนี้การค้าเฉลี่ย โดยที่ลูกหนี้การค้าเฉลี่ย คือลูกหนี้การค้าต้นงวดบวกลูกหนี้การค้าปลายงวดหารด้วย 2 หากอัตราหมุนเวียนของลูกหนี้สูงหมายความว่า กิจการสามารถเก็บเงินจากการขายเชื่อได้เร็ว แต่หากอัตรานี้สูงเกินไปอาจหมายถึงกิจการเข้มงวดในการให้เครดิต กับลูกค้ามากเกินไปทำให้เสียเปรียบในการแข่งขัน ดังนั้นการนำอัตราส่วนนี้ไปเปรียบเทียบกับกิจการอื่น จึงควรดูนโยบายการให้เครดิตแก่ลูกหนี้ของกิจการด้วย

          สูตรการคำนวณ

          ระยะเวลาเก็บหนี้           ระยะเวลาถัวเฉลี่ยในการเรียกเก็บหนี้ (Average Collection Period) คือ การคำนวนให้เห็นถึงระยะเวลา ในการเรียกเก็บหนี้ว่าสั้นหรือยาว เพื่อให้ทราบถึงคุณภาพของลูกหนี้ ประสิทธิภาพในการเรียกเก็บหนี้ และนโยบายในการให้สินเชื่อทางธุรกิจ ผลการคำนวนต่ำจะแสดงถึงคุณภาพของลูกหนี้ที่สามารถชำระได้เร็ว           สูตรการคำนวณ

          อัตราหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือ

          อัตราหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือ (Inventory Turnover) คือ จำนวนครั้งที่กิจการสามารถขาย สินค้าคงเหลือ ออกไปได้ คำนวณโดยใช้ต้นทุนขายหารด้วยสินค้าคงเหลือเฉลี่ย โดยที่สินค้าคงเหลือเฉลี่ย คือสินค้าคงเหลือต้นงวดบวกสินค้าคงเหลือปลายงวดหารด้วย 2 หากอัตราหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือสูง หมายความว่ากิจการสามารถขายสินค้าได้เร็ว แต่หากอัตรานี้สูงเนื่องจากสินค้าคงเหลือน้อยเกินไป จนทำให้สินค้าไม่พอขายและต้องสูญเสียลูกค้าไปในที่สุด ดังนั้นจึงต้องมี การบริหารสินค้าคงเหลือ ไม่ให้มากหรือน้อยเกินไป           

          สูตรการคำนวณ

          ระยะเวลาขายสินค้า           ยิ่งขายได้เร็ว ระยะเวลาสั้น ยิ่งดี

          สูตรการคำนวณ

          อัตราหมุนเวียนของสินทรัพย์รวม

          เป็นอัตราส่วนที่แสดงถึงประสิทธิภาพในการใช้สินทรัพย์ทั้งหมด (TA) เมื่อเทียบกับยอดขาย (SALES) ถ้าอัตราส่วนนี้ต่ำ แสดงว่า บริษัทมีสินทรัพย์มากเกินความต้องการ

          สูตรการคำนวณ

อัตราหมุนเวียนของลูกหนี้ = ยอดขายเชื่อสุทธิ / ลูกหนี้เฉลี่ย

โดยที่ ลูกหนี้เฉลี่ยคำนวณได้จาก :

ลูกหนี้เฉลี่ย = (ลูกหนี้ต้นงวด + ลูกหนี้ปลายงวด) / 2

อย่างไรก็ตามโดยทั่วไปกิจการจะไม่เปิดเผยยอดขายเชื่อสุทธิใน งบการเงิน  ในทางปฏิบัติเราจึงใช้ยอดขายสุทธิเป็นตัวตั้งแทน ดังนั้น

อัตราหมุนเวียนของลูกหนี้ = ยอดขายสุทธิ / ลูกหนี้เฉลี่ย

Source: http://www.mop-bkc.com/articleDetail.asp?id=54


อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ กําไร profit หมายถึง

กําไร profit หมายถึง

Stop Loss และ Take Profit คืออะไร Ep 9

วิดีโอ กําไร profit หมายถึง



อย่างไรก็ตามโดยทั่วไปกิจการจะไม่เปิดเผยยอดขายเชื่อสุทธิใน งบการเงิน  ในทางปฏิบัติเราจึงใช้ยอดขายสุทธิเป็นตัวตั้งแทน ดังนั้น

ถ้าทำตามนี้การจ่ายโบนัสก็จะไม่มีปัญหา การจ่ายโบนัสให้พนักงานเป็นสิ่งที่ดีที่บริษัทควรทำ แต่ต้องย้ำว่าเป็นสิทธิของบริษัทที่จะจ่ายมากหรือน้อยก็ได้ ไม่ใช่อยู่กับการพิจารณาของพนักงาน เพื่อให้โบนัสที่จ่ายออกไปเป็นสิ่งที่สร้างความสุขให้กับพนักงาน เพราะได้รับสิ่งที่บริษัทมอบให้ด้วยความรัก ทั้งๆ ที่บริษัทมีสิทธิ์ที่จะไม่ให้ก็ได้

ผลตอบแทนต่อยอดขายเป็นดัชนีชี้วัดที่ช่วยแจ้งให้ผู้ประกอบการได้รับทราบว่าธุรกิจที่กำลังทำอยู่มีความคุ้มค่ามากขนาดไหน ซึ่งคนที่ทำมาค้าขายทุกคนจะให้ความสำคัญในเรื่องนี้มากเป็นพิเศษ เนื่องจากเวลาที่สูญเสียไปกับบางสิ่งบางอย่างที่ให้ผลตอบแทนกลับมาไม่คุ้มค่ามันคือความหายนะทางธุรกิจที่มิอาจจะประเมินค่าได้ แถมยังเป็นการสูญเสียโอกาสอย่างไม่มีวันเรียกคืนได้อีกด้วย



การแบ่งกำไร (Profit Sharing)

มีวิธีการหรือหลักคิดการบริหารของผู้บริหารระดับสูง ซึ่งพอจะแยกแยะได้ดังต่อไปนี้

ผู้บริหารระดับสูงที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ หรือเป็นเจ้าของ หรือเป็นผู้ก่อตั้ง ประเภทที่ 1 ใช้ตนเองเป็นศูนย์กลางการตัดสินใจทุกอย่าง เรื่องที่เกิดขึ้นทุกอย่างตนเองจะต้องรับรู้ ถ้าไม่รับรู้ก็จะเป็นเรื่อง ผู้ใต้บังคับบัญชาก็จะเป็นแค่คนรับนโยบาย รับคำสั่ง การเสนอความคิดจากผู้บริหารมีน้อยมาก จะรับฟังหรือเห็นด้วยเฉพาะความคิดที่ตนเองคิดอยู่แล้ว ถ้าความคิดที่ตนเองไม่เคยคิดก็จะไม่รับฟัง ไม่รับไปเป็นแนวปฏิบัติ ประเภทที่ 2 ใช้ตนเองเป็นศูนย์กลางขององค์กร แต่นอกจากนั้นก็ยังเข้าถึงงาน เข้าถึงผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างใกล้ชิด เข้าใจงานเข้าใจความรู้สึกของผู้ใต้บังคับบัญชาในแต่ละระดับ มุ่งหวังความ เจริญขององค์กรมากกว่าความเจริญรุ่งเรืองของตน ประเภทที่ 3 ใช้ตนเองเป็นศูนย์กลางเท่าที่จำเป็น มอบหมายกระจายการบริหารให้ลงไปในแต่ละระดับตามความเหมาะสม เข้าใจความรู้สึกของผู้ใต้บังคับบัญชาในแต่ละระดับ เอาใจผู้ใต้บังคับบัญชามาใส่ใจตน ใกล้ชิดกับผู้ใต้บังคับบัญชา พร้อมที่จะสนับสนุนให้ผู้ใต้บังคับบัญชาประสบความสำเร็จในงานของเขา และมีความเจริญก้าวหน้าในงานพร้อมกับตน ประเภทที่ 4 ยกตนเองให้เหนือกว่าจากผู้ใต้บังคับบัญชา มอบความรับผิดชอบทั้งหมดให้กับผู้ใต้บังคับบัญชา ถ้าคนไหนทำตามเป้าหมาย ความต้องการหรือถูกใจก็จะให้รางวัล คนไหนไม่ได้เป้า ทำไม่ตรงตามความต้องการหรือไม่ถูกใจก็จะให้โทษแก่ผู้นั้น ผู้ใต้บังคับบัญชาคือผู้ที่ต้องทำตาม คำสั่งของตนแต่เพียงผู้เดียว ผู้ใต้บังคับบัญชาไม่มีส่วนในความเจริญก้าวหน้าหรือมีส่วนเป็นเจ้าของบริษัท ความเจริญก้าวหน้าคือรางวัลหรือเปอร์เซ็นต์จากผลกำไรที่ทำได้ในแต่ละปี *** รางวัลที่ได้ยังมีอยู่ 2 ประเภท คือ 1) ให้กับผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นหมู่คณะ    2) ให้เฉพาะตัวหัวหน้าใหญ่แต่เพียงผู้เดียว ประเภทที่ 5 แยกตนเองออกมาจากผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่ใกล้ชิดคลุกคลีกับผู้ใต้บังคับบัญชา หรือเลือกคลุกคลีเฉพาะคนที่ชอบนิสัย ชอบคนที่ชอบอะไรคล้ายตน หรือร่วมงานก็เฉพาะในงาน แต่ไม่ค่อยร่วมในกิจกรรมอื่นๆ นอกงาน ใช้ชีวิตส่วนตัวโดยไม่ยอมให้เกี่ยวกับงานถ้าไม่จำเป็น มีความ สนใจนอกงานของบริษัทมาก หวังให้ผู้ใต้บังคับบัญชาทำงานให้คุ้มกับเงินเดือนโดยไม่ค่อยคิดถึงเรื่องแรงจูงใจอื่นๆ เช่นเรื่องขวัญ กำลังใจ ความเจริญก้าวหน้า ความมีหน้ามีตาของผู้ใต้บังคับบัญชา ฯลฯ และมองผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นคนละระดับกับตน

ผู้บริหารระดับสูงมีอาชีพที่ผู้ถือหุ้นหรือเจ้าของจ้างมาบริหาร ประเภทที่ 1 บุคลิกดี พูดเก่ง และเน้นการทำให้ถึงเป้าหมายที่ได้รับปากกับเจ้าของหรือผู้ถือหุ้น มุ่งความสำเร็จของตนเองมากเพราะหมายถึง รายได้ และเงินรางวัล ค่าตอบแทนที่ตนจะได้รับ เตรียมสร้างผลงานในเชิงตัวเลขไว้ให้ดีเผื่อว่าจะมีคนอื่นมาจ้างไปทำงานที่ใหญ่กว่าและได้ผลตอบแทนมากกว่า ประเภทที่ 2 มีความเชื่อว่า ทำงานที่ใดต้องทำให้ที่นั่นเจริญก้าวหน้าได้ ต้องการพิสูจน์ตัวเอง หรือแสดงผลงานมากกว่าเรื่องของรายได้หรือความเจริญก้าวหน้า ประเภทที่ 3 มีความเชื่อว่าทำงานที่ไหนต้องดูแลเสมือนว่าตนเองเป็นเจ้าของกิจการ ปกป้องผลประโยชน์ของบริษัท แต่ไม่ค่อยเน้นความเจริญเติบโตของบริษัท เพราะค่อนข้างกลัวความเสี่ยงซึ่งเกิดจากความเจริญเติบโต สามารถแยกแยะผลประโยชน์ของตนเองกับประโยชน์ของบริษัทค่อนข้างชัดเจน บางคนอาจจะนึกว่าพูดจาเหมือนเป็นเจ้าของบริษัท และมักจะโดนเพื่อนล้อ

ในหัวข้อนี้ผมอยากจะชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมของเจ้าของกิจการหรือผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือผู้ก่อตั้ง กลุ่มที่ชอบใช้วิธีแบ่งผลประโยชน์ให้กับผู้บริหาร คือถ้าทำกำไรได้เท่าไรก็แบ่งเป็นเปอร์เซ็นต์ให้

เจ้าของกิจการเหล่านี้เป็นคนที่ไม่มีความมั่นใจในความสามารถของตนเอง หรือไม่ก็เป็นคนที่ชอบสบายๆ (ใช้เงินทำงาน) เป็นคนที่คิดลบและไม่ชอบเข้าสังคมต่างระดับ และไม่เห็นความสำคัญของการทำงานเป็นทีม ไม่เห็นความสำคัญของการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกที่ให้การแบ่งผลประโยชน์กับผู้บริหารระดับสูง (CEO) เพียงอย่างเดียว ที่ผมคิดเช่นนี้เพราะในบริษัทที่มีคนเป็นจำนวนมาก มีผู้บริหารมากมายหลายคน การที่มอบผลประโยชน์ให้กับคนๆเดียวที่มากกว่าหรือแตกต่างจากคนอื่นอย่างชัดเจนนั้น ไม่ได้สร้างความสามัคคีแก่บริษัท ไม่สร้าง Team Spirit เพราะงานในบริษัทที่มีผู้บริหารหลายคน ไม่มีผู้บริหารคนใดจะคิดหรอกว่าทั้งบริษัทมีคนที่เก่งหรือทำงานอยู่คนเดียวก็คือ ผู้บริหารระดับสูงหรือ CEO คนเดียวเท่านั้น ผู้บริหารส่วนใหญ่ย่อมรู้สึกว่าตนเองมีส่วนในการสร้างผลงานกันทั้งนั้น แต่การที่ผลประโยชน์นั้นตกอยู่กับ CEO เพียงคนเดียว ความรู้สึกอยากจะร่วมมือจะมีมากขึ้นได้อย่างไร ? ความรู้สึกที่อยากจะช่วยคิด ช่วยเฝ้าระวังเรื่องต่างๆ ให้บริษัทจะมีมากขึ้นหรือน้อยลง ?

การบริหารบริษัทที่มีคนมาก การยอมรับผู้บริหาร การสร้าง Team Spirit มีความสำคัญมาก Team Spirit มักไม่ออกมาเป็นรูปธรรม แต่คนที่เข้าใจคนจะรู้สึกได้โดยการสังเกตพฤติกรรมและผลงานของผู้ใต้บังคับบัญชาของ CEO ยิ่งถ้า CEO ผู้นั้นเป็นคนที่นิสัยไม่ค่อยดีด้วย ก็จะสร้างความระส่ำระสาย ความเกลียดชัง ความท้อแท้ ความไม่รักองค์กรให้เกิดขึ้นในบริษัทด้วย

อีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะกล่าวถึงก็คือ การสัญญาเรื่อง Bonus ว่าจะให้กี่เดือน หรือสัญญาว่าจะให้ Bonus เป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของกำไรขององค์กร

การให้โบนัสผมเห็นว่าเป็นเรื่องสิทธิของโบนัสว่าจะให้หรือไม่ให้ก็ได้ เรื่องนี้ต้องชี้ให้ชัดเจนกับพนักงานเพื่อให้พนักงานไม่เกิดการคาดหวัง หรือถือเอาโบนัสเป็นส่วนหนึ่งของรายได้ประจำ การประชาสัมพันธ์ให้พนักงานรับรู้อย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญ ถึงแม้ฝ่ายจัดการจะมีความอยากจะให้โบนัสมากๆ แก่พนักงาน ก็รับปากไม่ได้และยังต้องย้ำเสมอว่า โบนัสมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงาน และไม่ใช่ขึ้นอยู่กับผลกำไรแต่เพียงอย่างเดียว เพราะถ้าไปผูกโบนัสกับผลกำไรแต่เพียงอย่างเดียว เวลากำไรมากขึ้นก็ไม่มีปัญหา แต่เวลากำไรลดหรือขาดทุน พนักงานก็จะถามว่ากำไรหายไปไหน ใครเอาไปซ่อนไว้หรือเปล่า ผู้บริหารทำงานไม่ถูกต้องก่อให้เกิดผลเสียหาย หรือมีการใช้จ่ายในบริษัทเกินความจำเป็นหรือเปล่า

เหตุการณ์เช่นนี้อาจจะก่อให้เกิดการ Strike ได้ ผู้บริหารระดับสูงเป็นจำนวนมากที่เวลาพูดหรือตัดสินใจไม่ได้คิดให้รอบคอบถึงผลที่จะตามมา หรือที่ว่า Worst case scenario ก็อาจจะเกิดสถานการณ์แบบนี้ในบริษัทที่ตนรับผิดชอบ

การรับปากเรื่องโบนัสจะทำได้อยู่กรณีนี้ก็คือ ถ้าบริษัททำยอดขายได้ตามเป้า และทำกำไรได้ตามเป้าหมาย บริษัทก็จะจ่ายโบนัสเป็นจำนวนเท่ากับกี่เท่าของเงินเดือน และจำนวนเงินที่จะจ่ายโบนัสก็สำรองไว้เป็นค่าใช้จ่ายแล้วตั้งแต่ต้นปี

ถ้าทำตามนี้การจ่ายโบนัสก็จะไม่มีปัญหา การจ่ายโบนัสให้พนักงานเป็นสิ่งที่ดีที่บริษัทควรทำ แต่ต้องย้ำว่าเป็นสิทธิของบริษัทที่จะจ่ายมากหรือน้อยก็ได้ ไม่ใช่อยู่กับการพิจารณาของพนักงาน เพื่อให้โบนัสที่จ่ายออกไปเป็นสิ่งที่สร้างความสุขให้กับพนักงาน เพราะได้รับสิ่งที่บริษัทมอบให้ด้วยความรัก ทั้งๆ ที่บริษัทมีสิทธิ์ที่จะไม่ให้ก็ได้

วันที่เขียน 06/01/2006  วันที่ตีพิมพ์ 06/01/2006 บันทึกบทความเมื่อ 06/09/2007 17:37:18 โดย Narin ปรับปรุงครั้งล่าสุดเมื่อ 06/09/2007 17:37:18 โดย Narin

Source: http://www.op.mahidol.ac.th/orfa/ratio.html